ทำไมไทยยังป้องกันปัญหาพนันได้ไม่ดีพอ และโอกาสสำคัญที่ต้องคว้า

ในประเทศไทย คำว่า "การพนัน" มักถูกมองผ่านมุมของกฎหมายและศีลธรรมเป็นหลัก มากกว่าจะถูกมองในฐานะประเด็นด้านสาธารณสุขและปัญหาทางสังคมที่ป้องกันได้ผลคือ งานด้าน "การป้องกัน" ปัญหาจากการพนัน (gambling harm prevention) ยังไม่ชัดเจนและไม่เป็นระบบเท่าที่ควรเมื่อเทียบกับหลายประเทศ แต่ในความท้าทายนี้เอง กลับซ่อนโอกาสมหาศาลที่จะยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทย ลดภาระหนี้สิน และเสริมความมั่นคงของครอบครัวและชุมชน

บทความนี้จะชวนมาดูอย่างเป็นระบบว่าทำไมการป้องกันภัยจากการพนันในไทยจึงยังพัฒนาไม่มากพร้อมทั้งมองไปข้างหน้าว่า หากเราเริ่มลงทุนในงานด้านนี้อย่างจริงจัง จะได้ประโยชน์อะไรกลับมาบ้าง ทั้งในระดับบุคคล ธุรกิจ และสังคมไทยโดยรวม

ภาพรวมบริบทการพนันในประเทศไทย

ก่อนจะเข้าใจว่าทำไม "การป้องกัน" ยังไม่ก้าวหน้า เราต้องมองภาพใหญ่ของการพนันในไทยก่อน โดยสรุปแล้ว บริบทของไทยมีลักษณะสำคัญหลายประการ

  • กฎหมายค่อนข้างเข้มงวดโดยการพนันส่วนใหญ่เป็นสิ่งผิดกฎหมาย ยกเว้นสลากกินแบ่งรัฐบาลและการแข่งม้าบางรูปแบบ
  • การพนันไม่หยุดอยู่แค่ในกฎหมายเพราะในความเป็นจริงยังมีรูปแบบที่ไม่เป็นทางการ ทั้งวงไพ่ เล่นหวยใต้ดิน ไปจนถึงคาสิโนต่างประเทศและแพลตฟอร์มออนไลน์
  • การพนันออนไลน์ข้ามพรมแดนทำให้การควบคุมตามแบบเดิมด้วยกฎหมายภายในประเทศยิ่งยากขึ้น

เมื่อกรอบคิดหลักคือ "ห้าม" มากกว่า "ป้องกันความเสียหาย" จึงไม่น่าแปลกที่งานด้านการให้ความรู้ ความช่วยเหลือ และการดูแลเชิงระบบจะยังไม่เด่นชัด ทั้งที่ในมุมของสาธารณสุขและเศรษฐกิจแล้ว การป้องกันสามารถลดต้นทุนระยะยาวได้อย่างมีนัยสำคัญ

เหตุผลหลักที่การป้องกันปัญหาจากการพนันในไทยยังพัฒนาไม่มาก

1. กฎหมายเน้นการ "ควบคุมและลงโทษ" มากกว่าการ "ป้องกันความเสียหาย"

โครงสร้างนโยบายเกี่ยวกับการพนันในไทยถูกออกแบบมาเพื่อจำกัดการพนันเป็นหลัก มาตรการสำคัญจึงอยู่ที่การห้าม การปราบปราม และการลงโทษ ซึ่งมีข้อดีคือช่วยลดการเปิดให้บริการอย่างเปิดเผย แต่ก็มีผลข้างเคียงคือ

  • การพูดเรื่องปัญหาการติดการพนันกลายเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยถูกหยิบยกในที่สาธารณะ เพราะดูเหมือนเป็นการยอมรับว่ามีการพนันอยู่ทั่วไป
  • งบประมาณและความสนใจภาครัฐจึงมักไปอยู่ที่การบังคับใช้กฎหมาย มากกว่าการพัฒนาโปรแกรมป้องกันและบำบัด
  • หน่วยงานที่มีภาระหน้าที่ชัดเจนด้าน "การป้องกันผลกระทบจากการพนัน" ยังมีไม่มาก หรือกระจายตัวไม่เป็นระบบ

กล่าวอีกแบบหนึ่งคือ เราใช้พลังไปกับการ "ปิดช่อง" มากกว่าการปกป้องคนทำให้ส่วนของการป้องกันเชิงสาธารณสุขยังไม่เติบโตอย่างที่ควร ทั้งที่สองแนวทางนี้สามารถเดินคู่กันได้อย่างเสริมพลังกัน

2. การพนันถูกมองเป็น "เรื่องผิดส่วนตัว" ไม่ใช่ "ปัญหาสุขภาพ"

ในมุมมองของสังคมไทย การพนันมักถูกผูกกับเรื่องศีลธรรม ความรับผิดชอบส่วนบุคคล หรือการขาดวินัยทางการเงิน มากกว่าจะถูกมองว่าเป็นภาวะเสี่ยงด้านสุขภาพจิตและพฤติกรรมที่ต้องการระบบช่วยเหลือเฉพาะ

ผลที่ตามมาคือ

  • คนที่เริ่มมีปัญหาจะรู้สึกว่าเป็นความผิดและความล้มเหลวของตัวเองไม่กล้าขอความช่วยเหลือ
  • ครอบครัวมักเก็บเป็นความลับ เพราะกลัวถูกมองไม่ดี จึงไม่ได้เข้าถึงข้อมูลหรือบริการให้คำปรึกษา
  • การพูดถึง "การป้องกัน" ดูเหมือนการส่งเสริมให้เล่น ทั้งที่จริงแล้วคือการสร้างภูมิคุ้มกัน

เมื่อกรอบคิดพื้นฐานยังไม่เห็นว่าเป็นเรื่องสุขภาพและสิทธิในการได้รับการดูแล การออกแบบมาตรการป้องกันที่เป็นระบบ เช่น โปรแกรมในโรงเรียน ที่ทำงาน หรือชุมชน จึงยังเกิดได้จำกัด

3. ขาดข้อมูลและงานวิจัยเชิงลึกด้านการพนันและผลกระทบ

การพัฒนานโยบายป้องกันที่มีประสิทธิภาพจำเป็นต้องอาศัยข้อมูลที่ชัดเจนเช่น

  • จำนวนและสัดส่วนของประชากรที่มีพฤติกรรมเสี่ยงหรือเข้าข่ายติดการพนัน
  • ความเชื่อ วัฒนธรรม และรูปแบบการพนันที่นิยมในแต่ละกลุ่มวัยและภูมิภาค
  • ผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคม เช่น หนี้สิน ความรุนแรงในครอบครัว ปัญหาการทำงาน หรือผลต่อการเรียนของเยาวชน

ในประเทศไทย แม้จะมีงานศึกษาบางส่วน แต่โดยรวมแล้วยังถือว่าไม่ต่อเนื่องและไม่ครอบคลุมเท่าที่ควร ทำให้

  • การออกแบบโครงการป้องกันมักอาศัยความรู้สึกหรือประสบการณ์เฉพาะ มากกว่าหลักฐานเชิงประจักษ์
  • ยากที่จะคำนวณต้นทุน–ผลตอบแทนของการลงทุนด้านการป้องกันอย่างชัดเจน
  • ภาคนโยบายและสังคมทั่วไปจึงอาจมองไม่เห็นขนาดของปัญหา และไม่รู้ว่าจะแก้ตรงไหนก่อน

แต่จุดนี้เองก็เป็นโอกาสสำคัญของวงการวิจัยไทยหากมีการร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัย หน่วยงานรัฐ และภาคเอกชน ก็สามารถสร้างฐานข้อมูลที่จะช่วยขับเคลื่อนมาตรการป้องกันได้อย่างมีพลัง

4. ทรัพยากรด้านสาธารณสุขถูกใช้กับปัญหาอื่นที่เร่งด่วนกว่า

ระบบสาธารณสุขไทยต้องรับมือกับปัญหาใหญ่จำนวนมาก เช่น โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) สุขภาพจิตทั่วไป ยาเสพติด และโรคระบาดต่าง ๆ การพนันจึงมักถูกจัดอยู่ในลำดับความสำคัญที่ต่ำกว่าทั้งที่มีความเชื่อมโยงกับปัญหาอื่นอย่างแนบแน่น เช่น ภาวะซึมเศร้า การใช้สารเสพติด หรือความรุนแรงในครอบครัว

ข้อจำกัดนี้ทำให้

  • บุคลากรสาธารณสุขจำนวนมากยังไม่ได้รับการฝึกเฉพาะในการคัดกรองและดูแลผู้มีปัญหาการพนัน
  • คลินิกหรือสายด่วนที่เน้นเรื่องการพนันโดยเฉพาะมีจำกัดหรือยังไม่เป็นที่รู้จัก
  • สื่อรณรงค์ด้านสุขภาพมักเน้นแอลกอฮอล์และบุหรี่ มากกว่าการพนัน

อย่างไรก็ตาม เทรนด์ระดับโลกเริ่มมองการพนันในมิติของ"การลดอันตราย" (harm reduction)คล้ายกับแอลกอฮอล์และบุหรี่ ซึ่งเป็นโอกาสที่ประเทศไทยสามารถนำมาใช้ เพื่อผสานการป้องกันการพนันเข้าไปในระบบสุขภาพที่มีอยู่แล้ว โดยไม่จำเป็นต้องเริ่มจากศูนย์

5. การพนันออนไลน์และแพลตฟอร์มดิจิทัลเปลี่ยนเกมเร็วเกินโครงสร้างเดิมจะตามทัน

ในยุคดิจิทัล การเข้าถึงการพนันออนไลน์ทำได้ง่ายผ่านสมาร์ตโฟน ทำให้กลุ่มวัยรุ่นและวัยทำงานอยู่ในสภาวะเสี่ยงสูงขึ้น แบบที่มาตรการควบคุมแบบเดิม ๆ ตามไม่ทัน เช่น

  • โฆษณาและคอนเทนต์เกี่ยวกับการพนันแฝงในโซเชียลมีเดียและคอนเทนต์บันเทิง
  • การโอนเงินผ่านระบบดิจิทัลที่รวดเร็ว ทำให้การเล่นต่อเนื่องยาวนาน
  • การใช้เกมหรือกิจกรรมที่ดูเหมือนความบันเทิง แต่มีโครงสร้างคล้ายการพนัน

เมื่อโครงสร้างการกำกับดูแลและการป้องกันยังไม่ทันปรับให้สอดรับกับโลกดิจิทัล งานป้องกันจึงดูเหมือน "เดินช้ากว่า" รูปแบบการพนันที่เปลี่ยนไปตลอดเวลา

6. ขาดการบูรณาการระหว่างภาครัฐ เอกชน และชุมชน

การป้องกันปัญหาจากการพนันที่มีประสิทธิภาพในหลายประเทศมักอาศัยความร่วมมือหลายภาคส่วนเช่น

  • หน่วยงานสาธารณสุขและการศึกษา ดูแลด้านความรู้และการคัดกรอง
  • ผู้ประกอบการด้านบันเทิงและเทคโนโลยี นำหลัก "การพนันอย่างรับผิดชอบ" (responsible gambling) ไปใช้
  • องค์กรชุมชนและศาสนา ช่วยดูแล สนับสนุน และไม่ตัดสินผู้มีปัญหา

ในไทย แม้จะเริ่มมีความร่วมมือแบบนี้ในบางพื้นที่ แต่โดยรวมแล้วยังไม่เป็นระบบและต่อเนื่องทำให้โปรแกรมที่ดีบางอย่างไม่ถูกขยายผลในวงกว้าง ทั้งที่หากมีการเชื่อมโยงกันอย่างจริงจัง จะสามารถสร้างผลลัพธ์เชิงบวกได้มากกว่าการทำงานแบบต่างคนต่างทำ

จากข้อจำกัดสู่โอกาส: ถ้าไทยลงทุนใน "การป้องกัน" จะได้อะไรกลับมา

แม้ปัจจุบันการป้องกันปัญหาจากการพนันในไทยจะยังไม่พัฒนาเท่าที่ควร แต่สิ่งนี้ไม่ได้หมายความว่าเราต้องเริ่มจากศูนย์ ตรงกันข้าม ประเทศไทยมีจุดแข็งหลายด้านที่สามารถต่อยอดได้ทันที เช่น เครือข่ายอาสาสมัครสาธารณสุข ความเข้มแข็งของชุมชน และระบบโรงเรียนที่เข้าถึงเยาวชนส่วนใหญ่ของประเทศ

หากเราลงทุนอย่างจริงจังในงานป้องกัน จะเกิดประโยชน์สำคัญอย่างน้อย 4 มิติหลัก

1. ประโยชน์ต่อประชาชนและครอบครัว

  • ลดหนี้สินและความเครียดทำให้คนมีพื้นที่ใช้ทรัพยากรไปกับเรื่องสำคัญ เช่น การศึกษา สุขภาพ และการลงทุนในอาชีพ
  • ลดความขัดแย้งและความรุนแรงในครอบครัวเพราะปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการพนันมักเชื่อมกับการทะเลาะ การซ่อนหนี้ และการเสียความไว้วางใจ
  • เพิ่มโอกาสของเยาวชนเมื่อเด็กและเยาวชนได้รับภูมิคุ้มกันด้านการเงินและทักษะคิดวิเคราะห์ พวกเขาจะสามารถตัดสินใจเกี่ยวกับความเสี่ยงได้ดีขึ้นตลอดชีวิต

2. ประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจและแรงงาน

  • ลดต้นทุนทางอ้อมเช่น การขาดงาน ผลผลิตแรงงานที่ลดลง ปัญหาทางกฎหมาย และค่าใช้จ่ายสวัสดิการต่าง ๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับการพนัน
  • เพิ่มประสิทธิภาพแรงงานเพราะคนทำงานมีเสถียรภาพทางการเงินและอารมณ์มากขึ้น ส่งผลดีต่อทั้งองค์กรและเศรษฐกิจโดยรวม
  • สร้างอาชีพใหม่ด้านการให้คำปรึกษาและบริการเชิงป้องกันเช่น นักจิตวิทยา ที่ปรึกษาด้านหนี้ การให้บริการออนไลน์เพื่อการปรึกษาเชิงป้องกัน

3. ประโยชน์ต่อระบบสาธารณสุข

  • ลดภาระระยะยาวเพราะการป้องกันที่ดีช่วยให้เคสที่รุนแรงลดลง ระบบสุขภาพจึงไม่ต้องแบกรับภาระหนักในอนาคต
  • ผสานเข้าได้กับบริการที่มีอยู่แล้วเช่น คลินิกสุขภาพจิต คลินิกเลิกสุรา คลินิกหนี้นอกระบบ โดยเพิ่มมุมมองด้านการพนันเข้าไป
  • ยกระดับภาพลักษณ์ประเทศในฐานะประเทศที่ใส่ใจสุขภาวะของประชาชนอย่างรอบด้าน ทั้งกาย ใจ และการเงิน

4. ประโยชน์ต่อสังคมและนโยบายสาธารณะ

  • สร้างสังคมที่มีภูมิคุ้มกันด้านการเงินคนรู้เท่าทันความเสี่ยง ไม่ตกเป็นเหยื่อของการโฆษณาชวนเชื่อได้ง่าย
  • เพิ่มความเชื่อมั่นระหว่างรัฐ เอกชน และประชาชนผ่านนโยบายที่เน้นการปกป้องคน ไม่ใช่แค่การลงโทษ
  • รองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคตถ้าประเทศมีการปรับกติกาเรื่องการพนันเมื่อใด ระบบป้องกันที่เข้มแข็งจะช่วยลดผลกระทบด้านลบได้อย่างมาก

ตัวอย่างแนวทางเชิงบวกที่ไทยสามารถพัฒนาการป้องกันได้ทันที

แม้จะมีข้อจำกัดหลายด้าน แต่อีกมุมหนึ่งก็มีจุดเริ่มต้นที่ทำได้เลยโดยไม่ต้องรอกฎหมายใหม่ หรือใช้งบประมาณจำนวนมาก

1. การให้ความรู้ด้าน "การพนันอย่างรับผิดชอบ" และทักษะทางการเงิน

  • บูรณาการเรื่องความเสี่ยงของการพนันเข้ากับหลักสูตรทักษะชีวิตและการเงินในโรงเรียน
  • จัดอบรมหรือเวิร์กช็อปในมหาวิทยาลัยและที่ทำงาน โดยเชื่อมโยงกับการบริหารเงิน การจัดการความเครียด และการใช้สื่อออนไลน์อย่างมีสติ
  • สร้างสื่อรณรงค์ที่เน้นความเข้าใจและการตัดสินใจอย่างมีสติมากกว่าการข่มขู่หรือประณาม

2. เสริมศักยภาพบุคลากรสุขภาพและสังคมสงเคราะห์

  • อบรมสั้น ๆ ให้บุคลากรสาธารณสุขมีเครื่องมือคัดกรองพฤติกรรมเสี่ยงการพนันในระดับพื้นฐาน
  • พัฒนาแนวทางปฏิบัติ (protocol) ง่าย ๆ ในการให้คำแนะนำเบื้องต้น และการส่งต่อผู้มีปัญหาที่ชัดเจน
  • สนับสนุนเครือข่ายนักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห์ และที่ปรึกษาด้านหนี้ ให้เข้าใจมิติของการพนันมากขึ้น

3. พัฒนาเครื่องมือช่วยเหลือด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล

  • แบบประเมินความเสี่ยงออนไลน์ เพื่อให้คนสำรวจตัวเองได้อย่างเป็นส่วนตัว
  • คอนเทนต์สั้น ๆ บนแพลตฟอร์มยอดนิยม ที่ให้ความรู้เรื่องการจัดการความอยากเล่น การตั้งขีดจำกัด และการขอความช่วยเหลือ
  • ช่องทางพูดคุยออนไลน์แบบไม่ระบุตัวตน เพื่อให้คนกล้าขอคำปรึกษาในระยะเริ่มต้น

4. สร้างความร่วมมือแบบสามเหลี่ยม: รัฐ – เอกชน – ชุมชน

  • ภาครัฐกำหนดกรอบนโยบายที่ชัดเจนด้านการลดอันตรายจากการพนัน
  • ภาคเอกชน โดยเฉพาะธุรกิจบันเทิง เกม และเทคโนโลยี นำแนวคิด"การออกแบบอย่างรับผิดชอบ"มาใช้ เช่น ระบบเตือนเมื่อเล่นต่อเนื่องนานเกินไป
  • ชุมชนและองค์กรศาสนา เป็นพื้นที่ปลอดภัยในการพูดคุย รับฟัง และช่วยเหลือผู้มีปัญหาโดยไม่ตัดสิน

ตารางสรุป: อุปสรรคปัจจุบัน กับโอกาสเชิงบวกในอนาคต

อุปสรรคในปัจจุบันโอกาสและแนวทางเชิงบวก
กฎหมายเน้นห้ามและลงโทษเพิ่มมุมมอง "ลดอันตราย" ผ่านสื่อรณรงค์และมาตรการดูแลผู้เสี่ยง
มองการพนันเป็นเรื่องผิดส่วนตัวสื่อสารให้เห็นว่าเป็นประเด็นสุขภาพและสิทธิในการรับบริการช่วยเหลือ
ขาดข้อมูลและงานวิจัยต่อเนื่องสร้างฐานข้อมูลร่วมระหว่างมหาวิทยาลัย หน่วยงานรัฐ และเอกชน
ทรัพยากรสาธารณสุขจำกัดผสานการคัดกรองและให้คำปรึกษาเข้าในบริการสุขภาพที่มีอยู่แล้ว
การพนันออนไลน์เติบโตเร็วใช้เทคโนโลยีเดียวกันสร้างเครื่องมือประเมินและช่วยเหลือออนไลน์
การทำงานแยกส่วนตั้งกลไกความร่วมมือ รัฐ–เอกชน–ชุมชน ขับเคลื่อนการป้องกันร่วมกัน

สรุป: ทำไมวันนี้คือจังหวะทองของการพัฒนาการป้องกันการพนันในไทย

คำถามว่า"ทำไมการป้องกันจึงยังไม่พัฒนาในไทย"ช่วยให้เราเห็นข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง วัฒนธรรม และทรัพยากรได้ชัดเจนยิ่งขึ้น แต่ที่สำคัญกว่า คือมันทำให้เราเห็นว่ายังมีพื้นที่ว่างมหาศาลสำหรับการสร้างระบบป้องกันที่เข้มแข็ง เป็นมิตร และได้ผลจริง

ประเทศไทยมีทั้งเครือข่ายชุมชนเข้มแข็ง บุคลากรด้านสุขภาพที่มีศักยภาพ และเยาวชนที่เปิดรับความรู้ใหม่หากเรานำจุดแข็งเหล่านี้มาบูรณาการกับแนวคิดสมัยใหม่ด้านการป้องกันปัญหาจากการพนัน เราจะสามารถ

  • ปกป้องคนไทยจากหนี้สินและความทุกข์ที่ไม่จำเป็น
  • เสริมฐานเศรษฐกิจด้วยประชากรที่มั่นคงทางการเงินและอารมณ์
  • ยกระดับภาพลักษณ์และศักยภาพประเทศในระยะยาว

การป้องกันปัญหาจากการพนันในไทยอาจจะยังเริ่มต้น แต่ยิ่งเราเริ่มเร็วก่อนเท่าไร ผลลัพธ์เชิงบวกที่คนไทยทั้งประเทศจะได้รับก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น


ท้ายที่สุด การเปลี่ยนมุมมองจาก "การพนันคือเรื่องผิดส่วนตัว" มาเป็น "การพนันคือเรื่องสุขภาพและสังคมที่เราป้องกันได้" คือก้าวแรกที่สำคัญที่สุด และเป็นก้าวที่ประเทศไทยพร้อมจะก้าวไปด้วยกันหากทุกภาคส่วนร่วมลงมือในวันนี้